เทคโนโลยี Face recognition จะเปลี่ยนโลกการทำธุรกรรมให้ปลอดภัยและง่ายมากขึ้น

Face Recognition

Face Recognition เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

                     

                         เทคโนโลยี Face recognition จะเปลี่ยนโลกการทำธุรกรรมให้ปลอดภัยและง่ายมากขึ้น  ทำอย่างไรองค์กรจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดโดยคำนึงถึงความสะดวกของผู้ใช้บริการ (user friendliness) และการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act) ในโลกปัจจุบันที่ลูกค้าต้องการความสะดวกและปลอดภัยในยุคดิจิทัล Biometrics เป็นเทคโนโลยีที่หลายๆอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มธนาคารเริ่มนำมาใช้สำหรับ Multi-Factor Authentication (MFA) เพราะเป็นการยืนยันตัวตนที่ง่ายที่สุดเพราะยืนยันด้วยสิ่งที่ลูกค้าเป็น (what-you-are) เช่น ใบหน้า ลายนิ้วมือ เสียง หรือม่านตา โดยลูกค้าไม่ต้องจดจำ password (Passwordless) นอกจากนี้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยี Biometrics ไปต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว เช่น นำมาใช้ในการทำธุรกรรมชำระเงิน หรือการเข้าถึงข้อมูลความลับ หรือแม้แต่เข้าถึงพื้นที่ที่จำกัดสิทธิ์ จะเห็นได้ว่าบริษัทใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Apple, Alibaba, Tencent ต่างให้ความสำคัญและลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง


เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face Recognition) ถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ใช้ในการระบุและพิสูจน์ตัวตนบุคคลโดยใช้ Biometric ด้วยการเปรียบเทียบ pattern ของใบหน้าของบุคคลกับรูปภาพใบหน้าในฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง เป็นต้น เทคโนโลยีการจดจำใบหน้านั้นได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมากกว่าสิบปี และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ระบบประมวลผลสามารถตรวจจับใบหน้า (detect) และระบุตัวตน (identify) ได้ทั้งลักษณะภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวทั้งแบบ Real Time และถูกบันทึกไว้เป็นวีดีโอ ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ทั้งในด้านความมั่นคงและด้านธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายรวมทั้งในประเทศไทย

โดยทั่วไประบบการจดจำใบหน้าจะประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอนหลักคือ

สำหรับในประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer : KYC) ในขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน (Identity Proofing) ระดับ Identity Assurance Level (IAL) 2.3* และระดับ Authenticator Assurance Level (AAL) 2.2* ในขั้นตอนการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อพิสูจน์ความเป็นบุคคลและสังเกตพฤติกรรมลูกค้า (Liveness Detection)  เพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบหน้า (Anti-spoofing)

การเลือกใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า สามารถอ้างอิงผลทดสอบจากหน่วยงาน National Institute of Standards and Technology (NIST) ซึ่งทำการทดสอบเทคโนโลยีจดจำใบหน้าจากทั่วโลก โดยเปรียบเทียบผลทดสอบค่า False Acceptance Rate (FAR) และค่า False Rejection Rate (FRR) ของแต่ละเทคโนโลยีอย่างละเอียด การเลือกใช้เทคโนโลยี Biometrics ที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ใช้ในโลกยุคไซเบอร์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการโจรกรรมข้อมูล นอกจากนี้การเก็บรักษาและใช้งานข้อมูล biometric ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลต้องทำอย่างรัดกุมและปลอดภัย เช่น มีการเข้ารหัส (Encryption) ข้อมูลในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่การสร้าง ใช้งาน เก็บ จนถึงการลบข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 

สำหรับผู้ที่สนใจนำ Face Recognition และ Liveness Detection มาใช้กับธุรกิจ เช่น

1.       ใช้ในการทำ e-KYC/KYC เพื่อให้ได้ IAL 2.3 ตามมาตราฐานของ ETDA

2.       ใช้ในสำหรับยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมที่มีความสำคัญ

3.       ใช้เพื่อยืนยันตัวตนในการเข้าพื้นที่เฉพาะขององค์กร (Electronic Gate – E-Gate)

4.       ใช้เพื่อตรวจจับใบหน้าลูกค้าที่สำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ หรือ บุคคลต้องห้าม (Surveillance)

 

อ้างอิง  *ข้อเสนอแนะมาตรฐานฯ ว่าด้วยแนวทางการใช้ดิจิทัลไอดีสำหรับประเทศไทย, ETDA

​​​​​​​